ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ มีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุ้กกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น กรุณาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุ้กกี้
30 มีนาคม 2569

เมื่อบทสนทนาว่าด้วยความมั่งคั่งลึกซึ้งขึ้นสู่เรื่อง “คุณค่า–ความหมาย–และความรับผิดชอบ” สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ “การทำกิจกรรมเพื่อสังคม” หรือ Philanthropy
ในวาระการมาเยือนกรุงเทพฯ ในฐานะวิทยากรของงาน SCB Julius Baer Wealth Planning Series ครั้งนี้ ลอร่า เฮมริกา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Julius Baer Foundation ได้เผยมุมมองถึงการเดินทางของครอบครัวที่ต้องบริหารความมั่งคั่งข้ามรุ่น
ในโอกาสนี้ เอเดรียน เมซซินาวเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB Julius Baer ได้ร่วมสนทนาเชิงลึกกับเธอถึงวิวัฒนาการของ Philanthropy ที่กำลังก้าวจาก “การบริจาค” สู่ “เจตจำนงของครอบครัวในระยะยาว” และวิธีที่ครอบครัวสามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ยั่งยืนข้ามรุ่นได้อย่างแท้จริง
เอเดรียน: ยินดีต้อนรับลอร่า สู่กรุงเทพฯ คุณเพิ่งร่วมเสวนาในงาน Multi Generational Wealth Planning ซึ่งมีครอบครัวมากมายที่อยู่ในช่วงวางแผนมรดกและการส่งต่อความมั่งคั่ง ทำไมคุณถึงคิดว่า Philanthropy จึงมีบทบาทสำคัญในบทสนทนาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ลอร่า: ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ สิ่งที่เราเห็นทั่วโลก และเด่นชัดมากในเอเชีย คือ ครอบครัวไม่ได้มอง Philanthropy เป็นเรื่องแยกจากการเดินทางด้านความมั่งคั่งอีกต่อไป เมื่อความมั่งคั่งถูกส่งต่อระหว่างรุ่น คำถามที่ลึกกว่ามักจะเกิดขึ้นเสมอ เช่น เรายืนอยู่บนคุณค่าแบบใด เราต้องการสร้างผลกระทบต่อโลกแบบไหน อะไรคือมรดกที่เราอยากฝากไว้ Philanthropy จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการให้โครงสร้าง ความหมาย และเป้าหมายแก่บทสนทนาเหล่านี้

เอเดรียน: ก่อนเข้าสู่ประเด็นเรื่อง Philanthropy ช่วยเล่าถึงบทบาทของ Julius Baer Foundation ภายในระบบนิเวศของ Julius Baer สักเล็กน้อยได้ไหมครับ
เกี่ยวกับ Julius Baer Foundation “ก่อตั้งขึ้นในปี 1965 โดย Walter J. Bär บนความเชื่อที่ว่า ‘ความมั่งคั่งมาพร้อมความรับผิดชอบ และความสำเร็จจะงดงามที่สุดเมื่อถูกแบ่งปัน’”
ลอร่า: แน่นอนค่ะ Julius Baer Foundation คือองค์กรเพื่อสังคมของธนาคาร Julius Baer ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1965 เพื่อสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมของครอบครัวผู้ก่อตั้งว่า “ความสำเร็จมีความหมายที่สุดเมื่อเราแบ่งปันมันกลับคืนสู่สังคม” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราพัฒนาจากการให้การสนับสนุนแบบการกุศลทั่วไป สู่การทำงานแบบ Strategic Philanthropy โดยเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมผ่านโครงการที่เชื่อมผู้คนจากหลากหลายบริบทเข้าหากัน นอกจากนี้ เรายังทำหน้าที่ “ผู้เชื่อมโยง” (convener) โดยใช้เครือข่ายระดับสากลของ Julius Baer ในการสร้างบทสนทนา ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมของความมั่งคั่ง

เอเดรียน: คุณมาเยือนประเทศไทยในช่วงที่หลายครอบครัวกำลังไตร่ตรองเรื่องมรดก การสืบทอด และบทบาทของตนต่อสังคม ทำไมประเทศไทยจึงเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับบทสนทนาเช่นนี้
ลอร่า: ประเทศไทยมีบริบทที่เหมาะสมมากค่ะ ทั้งในแง่คุณค่าของครอบครัว ความคิดระยะยาว และผู้นำธุรกิจรุ่นต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างประโยชน์ให้สังคม สิ่งที่ดิฉันเห็นชัดคือ “ความตั้งใจจริง” ของครอบครัวไทยในการมองลึกไปถึงความหมายของมรดก นอกจากนี้ Julius Baer Foundation ยังร่วมสนับสนุนมูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก ซึ่งทำงานเพื่อเพิ่มโอกาสด้านการศึกษาและสวัสดิการให้กับเด็กและครอบครัวที่เปราะบางในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของเราอย่างมาก
เอเดรียน: หลายครอบครัวอยาก “ทำมากกว่าเดิม” แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร คุณให้นิยาม “Philanthropy ยุคใหม่” อย่างไร
ลอร่า: Philanthropy ยุคใหม่ไม่ใช่แค่การบริจาคเงินค่ะ แต่เริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานว่า สิ่งที่เราเชื่อคืออะไร ประเด็นไหนที่เรารู้สึกผูกพัน เรามักแนะนำให้เริ่มจาก 1–2 ประเด็นที่ครอบครัวให้ความสำคัญมากที่สุด แล้วค่อยกำหนดระดับการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือระยะยาว การส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ การลงแรง เวลา ความเชี่ยวชาญ หรือการใช้เครือข่าย Philanthropy ยุคใหม่คือการ “ร่วมออกแบบ” กับชุมชนและภาคี เพื่อให้ผลกระทบมีความหมายและยั่งยืน โดยเฉพาะในประเด็นที่ซับซ้อน เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งและการศึกษา
เอเดรียน: เราพบว่า Philanthropy มักเปิดพื้นที่บทสนทนาที่ลึกกว่าเรื่องการเงิน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีวัฒนธรรมของการให้ ความเอื้อเฟื้อ และความตั้งใจช่วยเหลือกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “เจตนา” ที่ชัดเจนขึ้น และการมองแบบยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากช่วยครอบครัววางโครงสร้างให้ชัดเจน
“Philanthropy ในฐานะส่วนหนึ่งของ Wealth Planning คือพื้นที่ที่ครอบครัวสามารถพูดคุยอย่างเปิดใจถึงสิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับพวกเขา” เอเดรียน เมซซินาวเออร์ CEO SCB Julius Baer
เอเดรียน: คุณมองว่าทำไม “ความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง” จึงกลายเป็นภารกิจหลักของมูลนิธิ
ลอร่า: ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อทุกมิติของสังคม ตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความไว้เนื้อเชื่อใจกันในสังคม เมื่อช่องว่างกว้างเกินไป ย่อมนำไปสู่ความไม่มั่นคงที่กระทบทั้งชุมชนและภาคธุรกิจ ภารกิจของเรา คือการทำงาน across the wealth spectrum เพื่อสร้างโอกาสให้เท่าเทียมขึ้น เพราะเราเชื่อว่าความเสมอภาคไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวของสังคม

เอเดรียน: ในงาน Wealth Planning Series เรามีหลายช่วงวัยของสมาชิกครอบครัวอยู่ในห้องเดียวกัน จากมุมมองของคุณ Philanthropy ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างรุ่นได้อย่างไร
ลอร่า: ครอบครัววันนี้มีหลายเจเนอเรชันมากขึ้น และมุมมองย่อมแตกต่างกัน Philanthropy จึงเป็นพื้นที่กลางที่ทุกคนสามารถร่วมกำหนดทิศทางได้ เช่น การเลือกประเด็น การเยี่ยมโครงการร่วมกัน หรือการกำหนดนิยาม “ความสำเร็จของการให้” สิ่งเหล่านี้สร้างบทสนทนาที่ปลอดภัยและเปิดกว้างกว่าการตัดสินใจเรื่องการเงินโดยตรง
“Philanthropy คือพื้นที่ร่วมที่เชื่อมคนต่างรุ่นเข้าด้วยกัน เปิดบทสนทนา และช่วยให้ครอบครัวค้นพบคุณค่าร่วมกัน—บางครั้งเป็นครั้งแรก” ลอร่า เฮมริกา CEO Julius Baer Foundation
เอเดรียน: คุณมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางด้าน Philanthropy
ลอร่า: เริ่มจากการค้นหา “North Star” ของครอบครัวค่ะ ถามตัวเองว่า ประเด็นไหนที่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เรารู้สึกรับผิดชอบต่อเรื่องใด เราอยากมีส่วนร่วมระดับไหน จากนั้นเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ทดลอง และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญกว่าขนาดของการให้ คือ ความชัดเจนของเจตนาและความสม่ำเสมอ
เอเดรียน: บทบาทของธนาคารและที่ปรึกษาในเส้นทางนี้ควรเป็นอย่างไร
ลอร่า: ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน การวางแผนการเงิน การกำกับดูแลครอบครัว การสืบทอด และเจตจำนงด้านสังคมให้เป็นภาพเดียว ไม่ใช่เรื่องแยกส่วน เรายังช่วยจัดกระบวนการตัดสินใจในครอบครัว แนะนำพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนให้ Philanthropy มีความเป็นระบบมากขึ้น

“เมื่อครอบครัวเริ่มต้นเส้นทางนี้ร่วมกัน Philanthropy จะกลายเป็นมากกว่าการให้ แต่คือการสร้างมรดกที่รุ่นต่อไปภาคภูมิใจและอยากสานต่อ” ลอร่า เฮมริกา CEO Julius Baer Foundation
เอเดรียน: ท้ายที่สุด คุณอยากให้ครอบครัวที่ร่วมงานในครั้งนี้ ได้อะไรกลับไป
ลอร่า: Philanthropy ไม่ได้เป็นเรื่องที่ “ต้องรอเวลา” หรือสงวนไว้สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ แต่เป็นการเดินทางที่พัฒนาไปพร้อมกับครอบครัว สามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจร่วม และความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าความสำเร็จทางการเงิน สำหรับเรา Philanthropy คือ “คำเชิญ” ชวนให้หยุดคิด ทบทวน และลงมือทำด้วยความตั้งใจ ครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีคำตอบครบตั้งแต่ต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเริ่มต้นบทสนทนา และเดินไปด้วยกันอย่างไม่หยุดยั้ง









